วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนวคิดริเริ่มการพัฒนาชุมชนยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “ ชุมชนยั่งยืนหวนคืนวัฒนธรรม (Sustainable and Cultural Community) ”

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนวคิดริเริ่มการพัฒนาชุมชนยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “ ชุมชนยั่งยืนหวนคืนวัฒนธรรม (Sustainable and Cultural Community) ” มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันยังคงรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนาดังกล่าววันนี้ (20 มกราคม 2565) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนวคิดริเริ่มการพัฒนาชุมชนยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “ ชุมชนยั่งยืนหวนคืนวัฒนธรรม (Sustainable and Cultural Community) ” โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ ศาสตราจารย์ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวโครงการฯ ณ ห้อง i Think อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานแถลงข่าว นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ พัฒนาคุณค่าวัฒนธรรม สร้างสรรค์ความยั่งยืน ” ว่าด้วยความสําคัญของมูลค่าวัฒนธรรมท้องถิ่นและการเพิ่มมูลค่าของวัฒนธรรมดังกล่าว ทั้งวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์เดิมไว้และต่อยอดต้นทุนทางวัฒนธรรมเดิมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับการดําเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรมในการสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก โดยนายอิทธิพล คุณปลื้ม ได้กล่าวในตอนท้ายว่า“ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากกลุ่มคนเล็ก ๆ จําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนในพื้นที่ เพื่อทําให้อัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นเกิดการพัฒนาไปเป็นภาพจํา และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ นี้จึงเป็นส่วนสําคัญที่จะทําให้เกิด ชุมชนยั่งยืน หวนคืนวัฒนธรรม ขึ้นในประเทศของเรา ”นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ นวัตกรรมสู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชน ” โดยได้กล่าวถึงบทบาทของนวัตกรรมที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     ในงานแถลงข่าว ยังได้จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “ ชุมชนยั่งยืน หวนคืนวัฒนธรรม ” โดยมีผู้เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นางสาวเพชรรัตน์สายทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ศาสตราจารย์ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์นวัตกรรมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายตรีเทพ ไทยคุรุพันธ์กรรมการผู้อํานวยการ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.อัญชลีชุมนุม ผู้อํานวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองยโสธร ซึ่งในเสวนาวิชาการดังกล่าว ได้มีการกล่าวถึงที่มาและความสําคัญของความยั่งยืน โดยสะท้อนผ่านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขององค์การสหประชาชาติและการสร้างชุมชนยั่งยืนจากมุมมองของภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนกรณีศึกษาชุมชนยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งโครงการชุมชนยลวิถีของกระทรวงวัฒนธรรม และเทศบาลเมืองยโสธร อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธรอีกด้วย

   ทั้งนี้ นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี (นับเวลาจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565) สามารถอ่านรายละเอียดขั้นตอนและเงื่อนไขในการรับสมัคร และสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ shorturl.at/tDJR6 หรือทาง QR Code ที่ปรากฏในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 และหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ cuengworkshop@gmail.com หรือที่ facebook เพจ “ เรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องของเรา ” ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08:00–17:00 น.

🔬วช.เสริมทุนสร้าง “หุ่นยนต์ปิ่นโต 2” สื่อสารระหว่างแพทย์กับคนป่วยได้ จำนวน 80 ตัวมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ โชว์ส่งอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ได้อีกด้วย

 ดร.ปาษาณ กุลวานิช นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กองวัสดุวิศวกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ(วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) หัวหน้าโครงการ "การพัฒนาระบบจัดการให้บริการสาธารณสุขด้วยหุ่นยนต์เคลื่อนที่บังคับระยะไกลภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อร้ายแรง" เปิดเผยว่า ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ให้ดำเนินการพัฒนาระบบจัดการให้บริการสาธารณสุขด้วยหุ่นยนต์เคลื่อนที่บังคับระยะไกลภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อร้ายแรงหรือ หุ่นยนต์เคลื่อนที่บังคับระยะไกล “หุ่นยนต์ปิ่นโต 2” ให้บริการสาธารณสุข ด้วยหุ่นยนต์เคลื่อนที่บังคับระยะไกลที่มีภารกิจ ขนส่งอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ภายในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลภาคสนามในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยลดการสัมผัสเชื้อไวรัสของบุคลากรทางการแพทย์และลดการใช้ชุด PPE ในกิจกรรมที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย ให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้น กลุ่มงานนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติได้ทำการสำรวจความต้องการใช้หุ่นยนต์ของโรงพยาบาล พบว่ามีความต้องการใช้หุ่นยนต์จากโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งสิ้น 145 แห่ง จำนวน 393 ตัว ต่อมากลุ่มงานนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ วศ.จึงได้จัดทำหุ่นยนต์หุ่นยนต์บังคับขนาดเล็ก(หุ่นยนต์ปิ่นโต 2) จำนวน 80 ตัว พร้อม database สำหรับบริหารจัดการการซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ โดยได้รับการจัดสรรเงินทุนจาก วช.

       ดร.ปาษาณ กล่าวต่อว่า สำหรับส่วนประกอบของหุ่นยนต์ปิ่นโต 2 ประกอบด้วยชุดควบคุมรีโมทบังคับวิทยุ, ระบบกล้องที่ส่งข้อมูลภาพที่ส่งทางคลื่นวิทยุ โครงรถเข็น และระบบชุดขับเคลื่อนหุ่นยนต์ที่พัฒนาโดยกลุ่มงานนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้หุ่นยนต์ปิ่นโต 2 ยังสามารถติดตั้ง ชุด telepresence เพิ่มเติ่มได้ โดย 1 ชุดประกอบไปด้วย tablet 2 ตัวที่ทำการติดตั้ง Application สำหรับใช้ในการสื่อสารด้วยวีดีโอระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยโดยจะมีการจัดทำหุ่นยนต์ปิ่นโต 2 เพิ่มเติมจำนวน 80 ตัว เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศในการช่วยเหลือและสนันสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด- 19    นอกจากนี้หุ่นยนต์ปิ่นโต 2 ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาและรองรับการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ได้ในอนาคตอีกด้วย

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

วช.หนุนนักวิจัย มทร.อีสานพัฒนาเตียงผู้ป่วยติดเตียง - สูงวัยสู้แผลกดทับสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

รศ.ดร.ศักดิ์ระวี ระวีกุล นักวิจัยสาขาวิศกรรมไฟฟ้า ด้านระบบควบคุมไฟฟ้าและ นวัตกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เปิดเผยว่า ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เรื่อง “การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อให้ได้มาตรฐานเครื่องมือแพทย์ระดับสากล สำหรับใช้งานในหอผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19” ซึ่งเตียงผู้ป่วยติดเตียงผู้สูงวัยที่ต้องนอนเตียงเป็นเวลานาน ๆ เกิดผลข้างเคียงอันเนื่องจากผิวหนังถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง บริเวณที่ถูกกดทับ มีการตายของเนื้อเยื่อซึ่งแรงกดมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมง ทำให้มีปัจจัยต่อการเกิดแผลกดทับ การเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน และส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะวิจัยพัฒนาต่อยอดงานวิจัยนี้ เป็นทางเลือกให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศได้พัฒนาขยายโอกาสทางธุรกิจเพิ่มช่องทางการแข่งขันทางการตลาดให้หลากหลาย และลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้สูงวัยและผู้ป่วยติดเตียง  ร่วมถึงปัญหาการระบาดของโควิด -19 ซึ่งในจำนวนที่เกิดการระบาดนี้จะมีผู้ป่วยปอดอักเสบที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและการช่วยหายใจในท่าคว่ำจึงจะช่วยให้สามารถคงค่าออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยได้ ซึ่งการจะพลิกคว่ำเปลี่ยนท่าผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องใช้พยาบาลหลายคนในการเปลี่ยนท่าผู้ป่วย แต่หากใช้เตียงพลิกตะแคงและ software นี้จะช่วยผ่อนแรงพยาบาลได้ และสามารถควบคุมการเปลี่ยนท่าจาก software central control ได้ ทำให้พยาบาลไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยที่ติดเชื้อมากเกินไปรศ.ดร.ศักดิ์ระวี กล่าวต่อว่า แต่การจะนำเตียงและ software นี้ใช้ในหอผู้ป่วยวิกฤตได้นั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานขั้นสูงสุด เตียงผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งข้อมูล และ รับข้อมูลผ่านแอพพลิเคชัน ทำให้การเข้าถึงการควบคุมช่วยเหลือ ผู้ป่วย ผู้สูงวัยทำได้รวดเร็ว เช่น การกำหนดเวลาการปรับท่าทางการนอน การเปลี่ยนตำแหน่งจุดกดทับ การปรับให้ผู้ป่วยในท่าทางการรักษาที่เหมาะสม การกำหนดเวลาล่วงหน้า การพาผู้ป่วยผู้สูงวัยทำกายภาพบำบัด ในส่วนต่างๆที่มีความละเอียดอ่อน นวัตกรรมระบบควบคุมนี้ ได้รับจดทรัพย์สินทางปัญญา และ ผ่านการทดสอบมาตรฐาน ซอฟต์แวร์ ทางการแพทย์ ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับผู้ใช้งานและ ผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี 

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565

🐱ผลิตภัณฑ์ทรายแมวสุดเจ๋ง เพิ่มมูลค่า มันสำปะหลัง สร้างทางรอดเพิ่มให้เกษตรกร 🏆รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการเกษตรไทย เมื่อนักวิจัย บริษัท เวลตี้ ม็อกกี้ อินโนเวชั่น จำกัด คิดค้นและแปรรูปมันสำปะหลังที่มีราคาตกต่ำ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ทรายแมว ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนเข้าตาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี 2565 ดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง และคณะ เล่าว่า ผลิตภัณฑ์ทรายแมวมีปริมาณการใช้งานทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านตันต่อปี และมีมูลค่าทางตลาดสูงถึง 280,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มที่จะโตมากขึ้น เนื่องจากการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบ Pet Humanization ประเทศไทย มีการใช้ผลิตภัณฑ์ทรายแมวในประเทศกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทรายแมวที่ทำจากเบนโทไนต์ เต้าหู้ และแป้งข้าวโพด ที่นำเข้าจากประเทศจีนเป็นหลัก และนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้นักวิจัย ผลิตทรายแมวจากมันสำปะหลังดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง และคณะ เล่าต่อว่า ผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากมันสำปะหลัง ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในการศึกษาพัฒนากระบวนการ Pregelatinization ที่ใช้อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงสมบัติเชิงโมเลกุลของแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในหัวมันสำปะหลัง ให้สามารถดูดซับของเหลวได้ดี รวดเร็ว และสามารถเหนียวจับตัวเป็นก้อนได้ ซึ่งเป็น Function หลักของผลิตภัณฑ์ทรายแมว นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากมันสำปะหลังไทย ยังสามารถดูดซับกลิ่นได้ดีอีกด้วย เทคโนโลยีนี้ ไม่มีการใช้สารเคมีใด ๆ ไม่เกิดของเสียปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะขยายไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้ ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา บริษัท เวลตี้ม็อกกี้ อินโนเวชั่น จำกัด ได้ทดลองจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากมันสำปะหลัง ในร้านขายสินค้าสัตว์เลี้ยงทั่วไป ยังมีวางจำหน่ายตามร้านค้าชั้นนำอีกด้วย อาทิ ห้างสรรพสินค้าโลตัส ในแบรนด์ไฮด์แอนด์ซีค และได้ผลิตแบบ OEM ให้กับโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อภายใต้แบรนด์ Dr. Choice ส่วนของการส่งออกไปขายยังต่างประเทศนั้น ได้มีการส่งออกไปขายยังประเทศออสเตรเลียและประเทศเวียดนาม และกำลังดำเนินการเจรจาเพื่อส่งออกไปยังประเทศอิตาลีและประเทศญี่ปุ่น เร็ว ๆ นี้สำหรับ ผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากมันสำปะหลัง จะเข้ารับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2565 จากศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีกระทรวง อว. ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา กรุงเทพฯ







🔊📣 คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย ปรับบริการในยุค COVID-19


คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย เป็นคลีนิคนิรนามสมบูรณ์แบบแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศไทย และทวีปเอเชีย ที่เปิดให้บริการให้คำปรึกษา แนะนำ และตรวจหาเชื้อเอชไอวี  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยสมัครใจแก่ประชาชนทั่วไปและผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งเปิดให้บริการคลินิกสุขภาพคนข้ามเพศ และให้บริการยาต้านไวรัสในวันเดียวกันที่พบว่าติดเชื้อ  ซึ่งมีการรักษาความลับของผู้ที่มาใช้บริการอย่างดีที่สุด

ปัจจุบันคลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย ได้มีการปรับบริการและเปิดบริการใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เช่น การให้คำปรึกษาแนะนำก่อนเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี การรับยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ PrEP และการรับยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ PEP ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ คลีนิคนิรนามจะเปิดบริการจำหน่ายชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองทั้งตรวจแบบเจาะปลายนิ้วในราคา 400 บาท และการตรวจจากน้ำในช่องปาก ราคา 250 บาท โดยสามารถแอดไลน์ @188uzdog เพื่อรับคำปรึกษาโดยไม่ต้องรอคิว 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก รวมทั้งมีการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจึงได้เร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โดยคนส่วนใหญ่ที่ฉีดวัคซีน

โควิด-19 ไปแล้วยังมีความสงสัยอยากจะทราบว่าหลังจากที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว ตนเองมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 มากน้อยเพียงใด ซึ่งสถานพยาบาลที่เปิดบริการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 นั้นยังมีน้อยและราคาสูง คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย จึงได้เปิดบริการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ขึ้นเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 2 เข็ม หรือผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนในราคา 550 บาท โดยเริ่มเปิดบริการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สามารถมารับบริการได้ที่ คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 8.30น.-15.00น.  สอบถามเพิ่มเติมโทร. 083-612-2623 ในวันเวลาราชการ



กองทัพอากาศ จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี ๒๕๖๕

วันนี้ (วันอังคารที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕) เวลา ๑๕.๓๐ น. พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี ๒๕๖๕ ณ บริเวณลานเอนกประสงค์หน้ากองบัญชาการ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช โดยกองทัพอากาศได้จัดกำลังพลจาก ๕ กองพันเข้าร่วมพิธีได้แก่  

- กองพันนักเรียนนายเรืออากาศ กรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช

- กองพันนักเรียนจ่าอากาศ โรงเรียนจ่าอากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ

- กองพันทหารอากาศโยธิน กรมทหารอากาศโยธิน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

- กองพันทหารต่อสู้อากาศยาน กรมทหารต่อสู้อากาศยาน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

- กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน รวมทั้งได้จัด นายทหารสัญญาบัตร นายทหารชั้นประทวน และทหารกองประจำการ ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนฯ ได้เข้าปฏิญาณตนในพิธีฯ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่บุคคลซึ่งเข้ามารับราชการทหารจะต้องเข้าร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล จึงจะถือว่าเป็นทหารโดยสมบูรณ์พร้อมทั้งจัดเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16) จากฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ บินผ่านบริเวณพิธี โดย ธงชัยเฉลิมพล หมายถึง ธงซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะประจำหน่วยทหาร เป็นสิ่งชักนำความองอาจแห่งหมู่ทหารทั้งปวงให้มีชัยชนะต่อข้าศึกด้วยความกล้าหาญ นอกจากนี้แล้วธงชัยเฉลิมพลยังประกอบด้วยสิ่งที่แสดงออกถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนี้ 

- ผืนธง หมายถึง ชาติ

- บนยอดธงบรรจุพระพุทธรูป หมายถึง ศาสนา

- เส้นพระเจ้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หมายถึง องค์พระมหากษัตริย์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อธงชัยเฉลิมพลทุกขั้นตอน จะต้องเป็นไปตามแบบธรรมเนียมและพิธีการอย่างเข้มงวด สำหรับโอกาสที่จะเชิญธงชัยเฉลิมพลออกประจำที่จะต้องเป็นพิธีการที่มีความสำคัญเกี่ยวกับเกียรติยศและเชิดหน้าชูตาเท่านั้น เช่น พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนของทหาร หรือการไปราชการสงคราม เป็นต้น ทั้งนี้ การประกอบพิธีดังกล่าว ดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ อย่างเคร่งครัด โดยได้จำกัดจำนวนกำลังพลที่เข้าร่วมพิธี การรักษาระยะห่าง และการตรวจคัดกรองด้วย Antigen Test Kit (ATK) ฯลฯ

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565

💯มหิดลเต็งหนึ่ง! ผลิต “โซล่าเซลล์เพอรอฟสไกต์”แบบหลายชั้น ควบคุมได้ ครั้งแรกของโลก เตรียมรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2565

ปัจจุบันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความต้องการพลังงาน จากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สภาพแวดล้อมทั่วโลกจึงเริ่มเสื่อมถอย การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ ให้มีความปลอดภัย เหมาะสม และยั่งยืนสำหรับอนาคต จะสามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤติทางพลังงานได้รศ.ดร.พงศกร กาญจนบุษย์ นักวิจัยสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมาเซลล์แสงอาทิตย์ที่นิยมนำมาใช้สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์ประเภทผลึกซิลิกอน (c-Si) และประเภทฟิล์มบางจากวัสดุเชิงประกอบทองแดงอินเดียมแกลเลียมซีลีไนด์ (CIGS) ซึ่งยังคงประสบปัญหาด้านต้นทุนและปริมาณพลังงาน ทั่วโลกจึงมุ่งศึกษาการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์จากวัสดุเชิงประกอบเพอรอฟสไกต์ (perovskite) ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำใกล้เคียงกับการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ประเภทสารประกอบอินทรีย์ โดยให้ประสิทธิภาพสูง เทียบเท่ากับเซลล์แสงอาทิตย์ประเภทผลึกรวมซิลิกอน หรือ วัสดุเชิงประกอบทองแดงอินเดียมแกลเลียมซิลิไนด์ และคาดว่าในอนาคต จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกรศ.ดร.พงศกร ชี้ให้เห็นว่า โดยปกติโซล่าเซลล์ชนิดเพอรอฟสไกต์จะมีวัสดุชนิดเพอรอฟสไกต์เพียงชั้นเดียวในการดูดกลืนแสงอาทิตย์เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า ถ้าจะมีวัสดุเพอรอฟสไกต์หลายชั้น ต้องใช้วัสดุอื่นมาคั่นกลางเพื่อไม่ให้ชั้นด้านบนทำลายวัสดุชั้นด้านล่าง งานวิจัยชิ้นนี้ สามารถสร้างโซล่าเซลล์ชนิดเพอรอฟสไกต์แบบหลายชั้นต่อกัน และสามารถควบคุมความหนาได้ในระดับนาโนมิเตอร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ด้วยกระบวนการขึ้นรูปแบบสเปรย์ที่ควบคุมจำนวนและขนาดของอนุภาคของเหลวจากหัวสเปรย์ และความร้อนอย่างเหมาะสม ทำให้อนุภาคของเหลวก่อตัวเป็นผลึกสารกึ่งตัวนำทันทีเมื่อสัมผัสกับแผ่นรองรับ หรือชั้นเพอรอฟสไกต์ด้านล่าง เกิดเป็นเซลล์แสงอาทิตย์จากเพอรอฟสไกต์แบบสีไม่ทึบแสง หรือเรียกว่ากึ่งโปร่งแสง มีความทนทาน เหมาะสมกับสภาพอากาศของเมืองไทย เนื่องจากประสิทธิภาพจะไม่ลดลงตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ต่างจากเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดซิลิคอน โดยสามารถนำไปใช้เป็นกระจกหน้าต่างที่ผลิตกระแสไฟฟ้า และต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยได้วัสดุเพอรอฟสไกต์มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว คือ มีช่องว่างแถบพลังงานตรง ที่ขอบการดูดกลืนแสงมีลักษณะแคบ ค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนแสงในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็นมีค่ามาก มีค่าการเคลื่อนที่ของพาหะที่สูง และระยะการแพร่ทั้งพาหะอิเล็กตรอนและพาหะโฮลมีค่ามาก มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้งานในด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ด้านเลเซอร์ อุปกรณ์ไดโอดเปล่งแสง และอุปกรณ์ตรวจจับแสง เป็นต้น รวมทั้งนำไปใช้สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถโค้งงอได้ โดยสารตั้งต้นที่ใช้ในการสร้างวัสดุเพอรอฟสไกต์สามารถหาได้ง่ายและมีประมาณสำรองมากพอบนพื้นโลก ปฏิกิริยาการสังเคราะห์ไม่ยุ่งยาก ผ่านกระบวนการ Table-Top ซึ่งทำได้หลากหลายวิธี นับว่าเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาดยุคใหม่ที่สร้างความมั่นคงและยั่งยืน ให้กับพลังงานที่สำคัญของประเทศและของโลก ผลงานวิจัยโดย ม.มหิดล ภายใต้การสนับสนุนทุนจาก สวทช. กฟผ. และ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล นับว่าเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ช่วยสร้างชื่อเสียงให้นักวิจัยและประเทศไทยในวงกว้าง โดยมีผู้เข้าถึงงานวิจัยแล้วกว่า 11.9 ล้านคน อาทิ บน World Industrial Reporter และScience Daily เป็นผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติ Q1 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยแห่งชาติ ระดับดีมาก ประจำปี 2565 แก่ รศ.ดร.พงศกร กาญจนบุษย์ จากผลงานวิจัยเรื่อง“กระบวนการผลิตโซล่าเซลล์ชนิดเพอรอฟสไกต์แบบหลายชั้นทีละชั้นที่ควบคุมได้เป็นครั้งแรกของโลก ที่มีประสิทธิภาพและความทนทานความชื้นสูง” โดยเตรียมรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ พร้อมจัดแสดงผลงานให้ชมในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์ นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา กรุงเทพฯ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565

🔬วช. ปลื้มโชว์รางวัล🏆วิจัยดีเด่นแห่งชาติ เตรียมรับรางวัล 2565 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ แก้ปัญหามลพิษและโรคทางน้ำอย่างยั่งยืน

นักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ ระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking) แก้ปัญหามลพิษและโรคทางน้ำ ฟื้นฟูและจัดการคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ร่วมมือกับการประปาฯ กรมปศุสัตว์ กรมควบคุมมลพิษ ใช้ประโยชน์งานวิจัย สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เร็วนี้ ๆ เตรียมรับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2565 ในงานวันนักประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปี 2564 - 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ปัจจุบัน แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำฝน น้ำแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดินและน้ำทะเล เกิดความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ผลมาจากการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งแบบที่ทราบจุดแน่นอน และแบบไม่ทราบจุดแน่นอน เช่น การรั่วไหลของท่อรวบรวมน้ำเสียใต้ดิน น้ำฝนที่ชะพาสิ่งสกปรกลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ตลอดจนสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ป่าและนกน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มลพิษทางน้ำแบบไม่ทราบแหล่งกำเนิดแน่ชัด กลับมีปริมาณที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อภาวะมลพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า ซึ่งยังคงไม่มีระบบบริหารจัดการ หรือระบบติดตาม ตรวจสอบ ที่เป็นรูปธรรม ทำให้ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการจัดการคุณภาพน้ำและน้ำเสียในปี พ.ศ. 2562 สูงถึง 2,154 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ดร.ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยเชี่ยวชาญ จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากผลของโครงการวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และลดปัญหาข้อขัดแย้งจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ  ซึ่งประเทศไทยได้ประสบปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผลการวิจัยได้รับการต่อยอดร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประปานครหลวง และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์งานวิจัยในการระบุแหล่งปนเปื้อนมลพิษ พร้อมกำหนดแผนจัดการฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้อย่างเมาะสมกับงบประมาณและความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ “โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวคิดใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง หรือ Blue Economy ให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวทางน้ำ และเพื่อเตรียมพร้อมให้ไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในอาเซียน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ผลสำเร็จของโครงการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กว่า 13 ผลงาน อ้างอิงผลกระทบเชิงวิชาการในระดับนานาชาติ 95 ครั้ง และคว้ารางวัลผลงานวิจัยระดับนานาชาติ จำนวน 6 รางวัล รวมทั้ง เป็นผลงานเดียวที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมจัดแสดงผลงานในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงวิชาการของประเทศ” ดร.ขวัญรวี กล่าวเสริม   สำหรับการใช้เทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ในการตรวจระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking ; MST) มีกรอบการทำงานครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาวิธีการตรวจวัดจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารที่จำเพาะกับมนุษย์และสัตว์แต่ละชนิด โดยอาศัยการตรวจวัดเชื้อไวรัสที่จำเพาะกับแบคทีเรีย หรือเรียกว่า แบคเทอริโอเฟจ และการตรวจทางอณูชีวโมเลกุลของสารพันธุกรรมด้วยวิธีพีซีอาร์ และพีซีอาร์เชิงปริมาณ การศึกษาลักษณะเฉพาะต่าง ๆ เช่น ความคงทนในสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการวิเคราะห์ จนได้เป็นเทคโนโลยีการตรวจแหล่งปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อม ทดสอบวิธีที่พัฒนาใหม่ในพื้นที่จริงของประเทศ พัฒนาเทคนิคตัวอย่าง ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้สัมผัสน้ำปนเปื้อน และต่อยอดองค์ความรู้พัฒนาเครื่องมือแบพกพาสำหรับตรวจวัดจุลินทรีย์เพื่อระบุการปนเปื้อนในภาคสนาม  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูง ที่สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาในโจทย์ใหม่ที่มีความท้าทายสูง เช่น การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคอุบัติใหม่โควิด-19 ในน้ำเสีย ทำให้ไทยสามารถตอบสนองปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และเท่าทันต่อสถานการณ์ 

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนวคิดริเริ่มการพัฒนาชุมชนยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “ ชุมชนยั่งยืนหวนคืนวัฒนธรรม (Sustainable and Cultural Community) ”

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนว...