วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564

พิธีปลดประจำการเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ (L-39ZA/ART)

เมื่อวันพุธที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีปลดประจำการเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ (L-39ZA/ART) พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ มาร่วมพิธีในวันนี้ โดยมี นาวาอากาศเอก ภูศิษฏ์  ทิมเกิด ผู้บังคับการกองบิน ๔๑ และข้าราชการกองบิน ๔๑ ให้การต้อนรับ ณ ท่าอากาศยานทหารกองบิน ๔๑ โดยภายในพิธีปลดประจำการเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ (L-39ZA/ART) ได้จัดให้มีการแสดงทางภาคอากาศ (Fly by) และได้เรียนเชิญ พลอากาศเอก สุรศักดิ์ ทุ่งทอง ,พลอากาศเอก วันชัย นุชเกษม และพลอากาศตรี สำราญ ชมโท ซึ่งเป็นนักบินรุ่นแรกที่เดินทางไปรับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ (L-39ZA/ART) ของกองทัพอากาศ ณ สาธารณรัฐเช็กในสมัยนั้น มาร่วมพิธีปลดประจำการเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ (L-39ZA/ART) ในครั้งนี้ด้วยครั้งเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ กองทัพอากาศ โดยพลอากาศเอก หม่อมราชวงศ์ ศิริพงษ์ ทองใหญ่ ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้น ได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบิน L-39 จากสาธารณรัฐเช็ก โดยให้มีภารกิจคือ ฝึกนักบินขับไล่/โจมตี, สนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support) และค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (CSAR) นั้น จึงได้ทำการส่งนักบินลองเครื่องต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญ ไปศึกษาและปรับปรุงระบบต่าง ๆ ของเครื่องบิน L-39 จำนวน ๔ คน คือ นาวาอากาศโท วรฉัตร ธารีฉัตร นักบินลองเครื่องต้นแบบ, นาวาอากาศตรี วัฒนชัย เจริญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญระบบสรรพาวุธ และเรืออากาศโท จรัสพงษ์ ถวายทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญระบบสื่อสาร ได้ศึกษาและปรับปรุงเครื่องบินที่มีระบบแบบโลกตะวันตกให้สมบูรณ์พร้อมใช้งาน เช่น ระบบห้ามล้อด้วยมือแบบเดิมซึ่งติดตั้งที่คันบังคับ ให้เป็นระบบห้ามล้อที่ใช้เท้าเหมือนที่เครื่องบินที่กองทัพอากาศใช้อยู่ พร้อมทั้งดัดแปลงให้สมบูรณ์แบบทั้งระบบอาวุธ และระบบเครื่องช่วยเดินอากาศด้วยบริษัท ELBIT จากประเทศอิสราเอล จนนับได้ว่าเป็นเครื่องบินที่มีระบบที่ดีที่สุดของกองทัพอากาศไทยในตอนนั้น เครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ หรือ L-39 ได้ปฏิบัติการปกป้องน่านฟ้าไทย การฝึกร่วมกับมิตรประเทศ และการปฏิบัติภารกิจร่วมกับเหล่าทัพอื่น มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานตลอดระยะเวลา ๒๗ ปี 










ขอขอบคุณภาพและข่าว

แผนกกิจการพลเรือน 

กองบังคับการ กองบิน ๔๑ 

โทร.0-5320-2609

Email.prwing41@gmail.com 

วช. หนุนนโยบายขับเคลื่อนโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง”

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แถลงนโยบายขับเคลื่อนแนวทางในการวางยุทธศาสตร์ Quick Wins โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” พร้อมลงนามความร่วมมือ 9 หน่วยงาน เพื่อแสดงเจตจำนงในการร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมความร่วมมือ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงนโยบายขับเคลื่อนแนวทางในการวางยุทธศาสตร์ Quick Wins โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” และเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือแสดงเจตจำนงในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย  กรมส่งเสริมการเกษตร กรมกิจการผู้สูงอายุ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จังหวัดสงขลา จังหวัดขอนแก่น การเคหะแห่งชาติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการเสวนา “Platform ความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย : เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ จากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรารถนา ใจผ่อง จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  รองศาสตราจารย์ ดร.ประณีต ส่งวัฒนา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมเสวนาและตอบข้อซักถาม ในประเด็นการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้บริหาร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงานความร่วมมือ ผู้ร่วมเสวนา แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน ประมาณ 180 คนดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบหมายภารกิจตามนโยบายสำคัญของ อว. ในยุทธศาสตร์ Quick Wins เรื่อง “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการเพื่อสร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย โดยคนเกษียณหรือผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและพัฒนาศักยภาพในการทำงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดงานในภาครัฐและภาคเอกชน หรือความต้องการในการทำงานให้ได้มีโอกาสเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง วช. ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว ในการกำหนดให้มีแผนงานเปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย ให้สามารถเกิดผลผลิต ผลลัพธ์ และผลสัมฤทธิ์ที่รองรับการได้รับประโยชน์ของผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยมีการบูรณาการและร่วมมือกันขับเคลื่อนกับทุกภาคส่วน เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมกิจการผู้สูงอายุ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จังหวัดสงขลา จังหวัดขอนแก่น การเคหะแห่งชาติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยสงขนานครินทร์  สำหรับกลยุทธ์การขับเคลื่อนโครงการเปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง ในปี 2564 จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะพร้อมทั้งสร้าง Platform โดยสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนการวิจัย สร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อน และแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ ในปี 2565 มุ่งเน้นการขยายผลให้ครอบคลุม โดยเพิ่มจำนวนผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ เสริมทีมสร้างโอกาส เพิ่มความยั่งยืน โดยหน่วยงานขับเคลื่อน และติดตามประเมินผลภาพรวม และในปี 2566 เป็นการผลักดันให้เกิดผล โดยการเพิ่มทักษะอื่นๆ ในการพัฒนาให้เกิดศักยภาพ ขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชน สร้างอาชีพใหม่สำหรับผู้สูงอายุ โดยการดำเนินงานมีกลไกขับเคลื่อน โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” และการขับเคลื่อนจากหน่วยงานความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการร่วมขับเคลื่อน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง”
                                  พร/รวิธนิษฐา/รายงาน




วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564

กอ.รมน. ผนึก วช. มุ่งสร้างตำบลต้นแบบ 15 จังหวัด ผ่านปราชญ์เพื่อความมั่นคง และเครือข่ายภาคประชาชน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งกลุ่มมวลชน ปราชญ์เพื่อความมั่นคงและภาคประชาชน โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างอาชีพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม อันสอดคล้องตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงวันนี้ (30 มีนาคม 2564) เวลา 09.00 น. ที่ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท จังหวัดนครนายก พลเอกวรเกียรติ รัตนานนท์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเสริมสร้างปราชญ์เพื่อความมั่นคงและเครือข่ายภาคจังหวัดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคความมั่นคง และภาคการวิจัย ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ปราชญ์เพื่อความมั่นคง และเครือข่ายภาคจังหวัด ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประเทศในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการเสริมสร้างความรู้ด้านความมั่นคงของชาติ การพัฒนาปราชญ์ พัฒนาชุมชนต้นแบบ นำสู่ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 2 เมษายน 2564สำหรับการดำเนินงาน ศปป.1 กอ.รมน. ได้คัดกรององค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาในพื้นที่ 61 ชุมชน ใน 21 จังหวัด และ วช. ได้คัดกรององค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอดขยายผลและสอดคล้องกับบริบทความต้องการของพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 11 องค์ความรู้/เทคโนโลยี  ซึ่งในระยะที่ 1 ปีงบประมาณ 2562 วช. ได้สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมในการเพิ่มศักยภาพชุมชนให้มีความเข้มแข็งตามโจทย์ความต้องการของพื้นที่ชุมชน ซึ่งเป้าหมายของ กอ.รมน. จำนวน 231 ชุมชน ซึ่งชุมชนได้กำหนดความต้องการไว้ 5 เทคโนโลยี ปีงบประมาณ 2563 เป็นการดำเนินงานระยะที่ 2 ระยะนี้ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และตั้งเป้าให้เป็นชุมชนต้นแบบนำวิจัยและนวัตกรรมมาปรับวิถีชีวิตเป็นชุมชนเข้มแข็ง ในปีงบประมาณ 2564 นี้ วช. และ ศปป.1 กอ.รมน. ได้มีเป้าหมายสร้างตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ต้นแบบ ใน 15 จังหวัด โดยดำเนินการตามนโยบายบูรณาการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของทั้งสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง (สยย.) กอ.รมน. ร่วมด้วย ศปป.1 กอ.รมน. และ ศปป. 4 กอ.รมน ซึ่งได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายระดับตำบล ให้สอดคล้องกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรม ไปช่วยในการยกระดับศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชนและตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ตลอดจนสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ได้

                                 พร รวิธนิษฐา/รายงาน










วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564

อว. ดันเศรษฐกิจฐานรากภาคเหนือตอนบน หวังเพิ่มมูลค่าหัตถกรรมชุมชนในยุค New Normal

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนการอบรมโครงการ การพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือตอนบนด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์ และทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่มูลค่าของผลิตภัณฑ์ มุ่งพัฒนาทักษะองค์ความรู้ ศักยภาพบุคลากรและผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมืองที่มีความแตกต่างและโดนเด่นตามความต้องการของตลาดในยุค New Normal   (วันนี้ 28 มีนาคม 2564) เวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการอบรมเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการออกแบบสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมือง สำหรับตลาดในยุค New Normal Creative Design Competency Enhancement of Local Craft Entrepreneurs for New Normal Market Workshop” หรือ Koyori Project 2021 พร้อมเยี่ยมชมผลงานวิจัยเด่น ด้านศิลปและวัฒนธรรม ณ ห้องประชุมโพธิพุทธ ชั้น 4 อาคารเรียนรวมและศูนย์พัฒนาเทคโนโลยี เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาล้านนา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (เจ็ดยอด) ตำบลช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่  โดย วช. ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จัดการอบรมมีผู้ร่วมโครงการอบรมในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และจังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมืองในเขตภาคเหนือตอนบน ให้มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองให้มีความโดดเด่นตรงตามความต้องการของตลาดในยุค New Normal โดยเน้นใช้นวัตกรรมและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และศึกษาความต้องการทางการตลาดของสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง และช่องทางการตลาดที่เหมาะสม ให้ผู้ประกอบการหัตถกรรมในเขตภาคเหนือเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืนดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า วช. มุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง พร้อมขับเคลื่อนนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการชุมชนทั่วไป ให้สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน สนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างการเรียนรู้ ฝึกอาชีพ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ โดย วช. ได้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมโครงการ เรื่อง “การยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือตอนบนด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์ และทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่มูลค่าของผลิตภัณฑ์” แก่ ดร. สุรพล  ใจวงศ์ษา แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ด้าน ดร. สุรพล ใจวงศ์ษา เปิดเผยว่า คณะนักวิจัย ได้ร่วมกับสมาคมวัฒนหัตถศิลป์ล้านนา, สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำปาง ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ เชียงราย และ แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่การอบรมเพิ่มทักษะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้โครงการ Koyori โดยดึงเอาจุดเด่นของวัฒนธรรมในแต่ละผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ผสมผสานกับแนวคิด การออกแบบแฟชั่นดีไซน์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจากไทยและต่างชาติ พัฒนาเอกลักษณ์และการเสริมคุณค่า หัตถกรรมพื้นบ้านในเขตภาคเหนือตอนบน โดยมุ่งเน้นในการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการ     เน้นการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและผู้ประกอบการ ให้มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่มีความแตกต่างและโดดเด่นที่ตรงกับความต้องการของตลาดโดยใช้นวัตกรรมและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ตลอดห่วงโซ่ 2) ด้านการตลาด เน้นการพัฒนาตลาดอนาคตสำหรับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หัตถกรรมในเขตภาคเหนือตอนบนที่เหมาะสมและเพิ่มมูลค่าด้วยการใช้ digital marketing platform และการเชื่อมโยงกับการตลาดยุคใหม่ยุค new normal 3) ด้านการสร้างแบรนด์ เน้นการเสริมสร้างเอกลักษณ์และเพิ่มคุณค่าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรมด้วยทุนทางวัฒนธรรม การออกแบบสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น และการประชาสัมพันธ์สู่ภายนอก และ 4) ด้านการสร้างเครือข่าย เน้นในการเชื่อมโยงระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่การผลิต ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเพื่อการพัฒนาและเพิ่มคุณค่าของสินค้าโดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ และการศึกษาและประเมินถึงผลกระทบจากโครงการ โดยโครงการคำนึงถึงมิติการพัฒนา 4 ด้าน คือด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากรากฐานทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ในเขตภาคเหนือตอนบนมุ่งเน้นที่จังหวัดรอง ได้แก่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย เชียงใหม่ - ให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น ที่สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างร่วมสมัย และเกิดพลังขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นในภูมิภาคต่อไปทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 88 คน ที่ประกอบด้วยอาจารย์ผู้บรรยายและที่ปรึกษาจากต่างประเทศ นักออกแบบรุ่นใหม่ ครูช่างผู้ประกอบการหัตถกรรม OTOP และกลุ่มหัตถกรรมในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง

                               พร รวิธนิษฐา/รายงาน








สร.กฟภ.ได้จัดทำครัวสหภาพฯ กฟภ.เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินี ตลอดทั้งเดือนเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพฯ

คณะกรรมการบริหาร สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำโดย นายกิตติชัย ใสสะอาด ประธาน สหภาพฯกฟภ,นายพรพิรุณ หวลคนึง เลขาธิการ, นายธนนริ...