วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564

📘 พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ📯

  ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณให้ พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ นั้น ในวันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔) กองทัพอากาศ จัดพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ ระหว่าง พลอากาศเอก แอร์บูล  สุทธิวรรณ ซึ่งเกษียณอายุราชการ กับ พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศท่านใหม่ โดยประกอบพิธี ดังนี้- เวลา ๑๓.๓๐ น. พิธีวางพานพุ่มถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ ณ พระอนุสาวรีย์ ฯ        - เวลา ๑๓.๔๕ น. พิธีลงนามในเอกสารรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ ณ ห้องรับรองพิเศษ ๑ กองบัญชาการกองทัพอากาศ- เวลา ๑๓.๕๕ น. พิธีส่งมอบการบังคับบัญชา ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช  สำหรับพิธีส่งมอบการบังคับบัญชา ในครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการของรัฐบาล กองทัพอากาศ จึงได้จัดพิธีส่งมอบการบังคับบัญชา โดยจำกัดจำนวนผู้ร่วมพิธีไม่เกิน ๑๐๐ คน และผ่านการตรวจคัดกรองด้วย Antigen Test Kit (ATK) พร้อมกันนี้ได้จัดเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙ ก (F-16 A/B) และเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๘ (C-130) บินผ่านพิธีเพื่อเป็นเกียรติ โดย พลอากาศเอก แอร์บูล  สุทธิวรรณ ได้ส่งมอบธงประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศและแฟ้มเอกสารรับส่งหน้าที่ ให้แก่ พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศท่านใหม่

  ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก แอร์บูล  สุทธิวรรณ ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการทหารอากาศ ที่ให้ความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามนโยบายที่ให้ไว้ พร้อมทั้งกล่าวว่า “พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล อีกทั้ง ท่านมีประสบการณ์ทั้งในด้านการบิน การบริหาร และวิทยาการแขนงต่าง ๆ พร้อมทั้งเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และมีจิตใจโอบอ้อมอารี ผมเชื่อมั่นว่า ท่านจะเป็นผู้นำกองทัพอากาศ จะเทิดทูนปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สร้างความเจริญก้าวหน้าให้เป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค โดยที่พวกเราทุกท่านจักต้องช่วยกันขับเคลื่อน และเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุผลสำเร็จ เพื่อประโยชน์สูงสุดของกองทัพอากาศ ประเทศชาติ และประชาชนต่อไป”

  ด้าน พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ กล่าวว่า “ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระผม ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ สืบต่อจากท่านนั้น กระผมขอรับหน้าที่และการปกครองบังคับบัญชากองทัพอากาศ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และจะปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความวิริยะ อุตสาหะ อย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ ตลอดระยะเวลาที่กระผมปฏิบัติงานภายใต้การปกครองบังคับบัญชาของท่าน กระผมได้ประจักษ์ถึงความรู้ ความสามารถ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความเสียสละของท่าน ในอันที่จะทำทุกสิ่ง เพื่อความเจริญมั่นคงของกองทัพอากาศ และประเทศชาติ

  กระผมขอยืนยันในความเคารพที่มีต่อท่าน และขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะนำพากองทัพอากาศให้เป็นกองทัพที่ทันสมัย และมีคุณภาพ จะปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็นธรรม ยึดหลักความถูกต้องของกฎหมาย และแบบธรรมเนียมที่ดีงามของกองทัพอากาศ พร้อมทั้งจะยึดถือว่า ความสามัคคีกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของหน่วยทหาร...”พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๒๑ นักเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ ๒๘ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ 

- ผู้ช่วยทูตทหารอากาศไทยประจำกรุงปักกิ่ง 

- ผู้บังคับการกรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ

- ผู้บังคับการกองบิน ๒๓ 

- รองเจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ

- ผู้บัญชาการกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ

- ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ

ก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ คนที่ ๒๘

                 พร รวิธนิษฐ 🔘ข่าวกรม/📷รายงาน




วิจัย นวัตกรรมดีดี มีที่ วช.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น ปี 2564 มาแถลงข่าว “วิจัย นวัตกรรมดีดี มีที่ วช.” เป็นผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤตและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทย  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่ วช. ให้การสนับสนุนจนสามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในปี 2564 ชี้ให้เห็นว่า วช. ได้วางกรอบแนวทางบริหารจัดการทุนไว้อย่างชัดเจน ภายใต้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเนื่องจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น อย่างเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ได้สนับสนุนการใช้วิจัยและนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19 ทั้งมิตินวัตกรรม และวิชาการ ตอบรับความต้องการของบุคลากรได้ถึง 3 เฟส ของการแพร่ระบาด และมีความก้าวหน้าเป็นไปตามมาตรฐานการวิจัย วช. จึงนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้มาถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่สังคม เพื่อช่วยแก้ปัญหา สร้างโอกาสช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19ในวันนี้ วช. นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีดี บางส่วนที่ วช. ได้ให้การสนับสนุนและนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม 10 ด้าน มานำเสนอ ได้แก่ ด้านโควิด -19 อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ mRNA Vaccine เพื่อป้องกันการรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ ชุดตรวจปัสสวะสำเร็จรูปสำหรับตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับในชุมชน และแผ่นดามกระดูกและสกรูทางออร์โธปิดิกส์ ด้านการรองรับสังคมสูงวัย อาทิ เตียงพลิกตะแคง ป้องกันแผลกดทับ และเปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง ด้านการเกษตร อาทิ ยืดอายุ “มะม่วงน้ำดอกไม้” ส่งออกต่างประเทศ และยืดอายุทุเรียนเพื่อการส่งออก ด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายชุมชน ด้านสัตว์เศรษฐกิจ อาทิ ธนาคารปูม้าชุมชน เพื่อความยั่งยืน และไก่พื้นเมือง และไก่ลูกผสมพื้นเมือง สู่เชิงพาณิชย์ วิจัยปรับปรุงสายพันธุ์ “ไก่ลิกอร์” ไก่พื้นเมืองลูกผสม สายพันธุ์ใหม่ ด้านการศึกษา อาทิ ระบบซอฟต์แวร์โดรนแปรอักษร รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านเทคโนโลยี AI อาทิ ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินการใส่หน้ากากอนามัย (AiMASK)  ด้านเศรษฐกิจฐานราก อาทิ มังคุดวิจัย และเศรษฐกิจฐานรากภาคเหนือตอนบน หวังเพิ่มมูลค่าหัตถกรรมชุมชนในยุค New Normal (KOYORI) ด้านการพัฒนาสังคมและชุมชน อาทิ พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขและแกนนำชุมชน เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 บริเวณพื้นที่ชายแดน และสร้างตำบลต้นแบบ 15 จังหวัด ผ่านปราชญ์เพื่อความมั่นคง และเครือข่ายภาคประชาชน ฯลฯดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการนำเสนอในช่วงท้ายว่า วช. ให้ความสำคัญในการช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 โดย วช. จะมุ่งเน้นผลงานงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงสุขภาพให้หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมุ่งเน้นผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งเสริมอัตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และจะผลักดันให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งหมดนี้ วช. ได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสหน้า วช.จะฉายภาพงานวิจัยและนวัตกรรมดีดี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักวิจัย และนักประดิษฐ์ไทย ในการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชนต่อไป

                                พร รวิธนิษฐา/รายงาน

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564

🙏เชิญร่วมทอดผ้าป่า "รวมใจลูกหลาน หลวงพ่อสายทองฯ" สมทบทุนสร้างอาคารผู้ป่วย ร.พ.เลย

สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) โดย นายกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ เป็นผู้ประสานงาน ร่วมกับ เมืองไทย ทราเวลเลอร์คลับ โดยมี นายอัคราพนธ์ - นางณัฐธยาน์ กาญจนนาคินทร์ , นพ.พชรวุฒิ – พญ.วีรพรรณ  กาญจนนาคินทร์ , นายณัฐวัฒน์ - นายณัฐพัชร์  กาญจนนาคินทร์  ได้ร่วมบริจาคเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ให้กับ หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคาร 10 ชั้น โรงพยาบาลเลย จังหวัดเลย
จากการที่ “โรงพยาบาลเลย” ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน เป็นตึกสูง 10 ชั้น ซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ประมาณ 470 ล้านบาท โดยอาคารดังกล่าวนี้ ได้รับความเมตตาจาก หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ผู้เป็นองค์อุปถัมภ์ โดยหลวงพ่อได้รวบรวมเงินบริจาค จากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา มาเป็นทุนในการก่อสร้างแต่การก่อสร้างของโรงพยาบาลเลย ยังคงมีการดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ทางคณะศิษยานุศิษย์จากทุกภูมิภาค โดยมีส่วนกลางจากกรุงเทพมหานคร เป็นแกนนำ ได้กราบขอโอกาส เพื่อขอความเมตตาจากหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ในการขออนุญาตจัดทำผ้าป่าสามัคคี เพื่อระดมทุนหาปัจจัยมารองรับ  ทำให้การก่อสร้างได้ถูกขับเคลื่อน และดำเนินการต่อไปตามกระบวนการ และขั้นตอนตามกำลังศรัทธา ด้วยสถานการณ์จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด อันเป็นเหตุให้คณะศิษยานุศิษย์ได้ถือเอาโอกาส กราบเรียนหลวงพ่อ เพื่อขอเมตตาให้ท่านงดกิจนิมนต์ไว้ชั่วคราว เพื่อเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ปฏิบัติตาม

โดยการดำเนินงานจัดทำผ้าป่าในครั้งนี้ จะกำหนดขึ้นเป็นกอง กองละ 2,000 บาท มีจำนวน 10,000 กอง ซึ่งทางคณะได้จัดทำของที่ระลึก มอบให้ท่านผู้ใจบุญทั้งหลาย เป็น “พระร่วงวาจาสิทธิ์” โดยผ้าป่า 1 กอง จะได้รับพระร่วงวาจาสิทธิ์ 1 องค์

รายละเอียดการดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลเลย จังหวัดเลย

อาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลเลย สูง 10 ชั้น ที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้ได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ถ้าแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการรับพระสงฆ์อาพาธ และผู้ป่วยทั่วไปได้ดังนี้ 

ชั้นที่ 1 แผนกอุบัติเหตุ - ฉุกเฉิน (ER) และผู้ป่วยนอก

ชั้นที่ 2 แผนกผ่าตัด 4 ห้อง

ชั้นที่ 3 แผนกผ่าตัด 6 ห้อง

ชั้นที่ 4-7 หอผู้ป่วยในสามัญชั้นละ 24 เตียง

ชั้นที่ 8 หอผู้ป่วยพิเศษทั่วไป 12 ห้อง

ชั้นที่ 9 หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์ 12 ห้อง

ชั้นที่ 10 หอผู้ป่วยสามัญสงฆ์ 20 เตียง

           ห้อง VIP และพระผู้ใหญ่ 2 ห้อง

           หอพุทธประธาน 1 ห้อง

ซึ่งการก่อสร้างในขณะนี้อยู่ในระดับ 70% ทางคณะศิษยานุศิษย์ลูกหลานหลวงพ่อสายทองฯจึงได้กราบขออนุญาตจากหลวงพ่อฯขอจัดทำผ้าป่า “รวมใจลูกหลานหลวงพ่อสายทองฯ” กำหนดไว้ที่ 10,000 กอง กองละ 2,000บาท เพื่อระดมเงินทุนให้การก่อสร้างได้ขับเคลื่อนและดำเนินการเพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ที่ยังคงมีอยู่ ทางคณะจึงได้กำหนดช่องทาง และวิธีการร่วมบุญผ้าป่าไว้ดังนี้

โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ 

ชื่อบัญชี “วัดป่าห้วยกุ่ม  เพื่อสร้างตึก 10 ชั้น รพ.เลย”

เลขที่บัญชี 648-264-7416

ส่งหลักฐานการโอนเงิน หรือ สลิป

ติดต่อผู้ประสานงานเพื่อรับของที่ระลึก “พระร่วงวาจาสิทธิ์ – หลวงพ่อสายทอง”

คุณวิจักษ์ อัศวลาภ  โทรศัพท์  081-587-5999 โดยผ้าป่า 1 กอง จะได้รับพระร่วงวาจาสิทธิ์ 1 องค์ ปลุกเสกโดย หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ด้านพุทธคุณนั้นกล่าวกันว่า“พระร่วงวาจาสิทธิ์”  มีอานิสงส์สูงส่ง ทางโชคลาภ แคล้วคลาด คงกระพัน และป้องกันไฟไหม้

CR. ข้อมูลและภาพ คุณวิจักษ์ อัศวลาภ

อว. มอบนวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจน บวก-ลบ แก่ ผส. และ พก. รับมือการแพร่ระบาดโควิด-19

วันนี้ (28 ก.ย. 64) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ส่งมอบ “นวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจน บวก-ลบ” เครื่องใหญ่แบบตั้ง จำนวน 26 เครื่อง และเครื่องเล็กพกพา จำนวน 24 เครื่อง โดยมี นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และนางสาวสราญภัทร อมุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นผู้รับมอบ ฯดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ ที่มีเป้าหมายในการนำผลสำเร็จจากงานวิจัยและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสำคัญและเป็นวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ ทั้งนี้ วช. ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการดูแลคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนพิการและผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเปราะบาง จึงได้ร่วมกับ พม. โดย พก. และ ผส. ในการขับเคลื่อนงานนวัตกรรมพร้อมใช้สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ผลักดันให้เกิดการนำผลงานนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่มีร่วมกันตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ในการร่วมกันกำหนดนโยบายวางแผนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสาหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และส่งเสริมให้คนพิการและผู้สูงอายุได้รับการบริการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การขยายผลต่อกลุ่มเป้าหมาย และผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงดร.วิภารัตน์ กล่าวต่อว่า  และเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในระลอกที่ 3 มีแนวโน้มการระบาดที่เพิ่มขึ้น จากการแพร่เชื้อที่สามารถติดต่อได้ง่ายทั้งการแพร่ระบาดจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสโดยตรงจากการสูดดมละอองฝอยจากการไอหรือจาม น้ำลาย น้ำมูกของผู้ติดเชื้อ และจากการสัมผัสทางอ้อมโดยการสัมผัสทางมือ จากการศึกษาวิจัยพบว่าอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค COVID-19 จะพบมากที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ โดยเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุดที่จะติดเชื้อและเสียชีวิต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลผู้สูงอายุและคนพิการเพื่อไม่ให้ติดเชื้อ วช. จึงมีการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม เพื่อช่วยลดอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยพัฒนานวัตกรรมการป้องกันการติดเชื้อจากอากาศ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาคมกีฬาเครื่องบินจาลองและวิทยุบังคับ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการพัฒนานวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจนบวก – ลบ ทั้งแบบพกพาและแบบตั้งโต๊ะ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในพื้นที่ปิด เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพอากาศให้มีการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศน้อยลง ซึ่งเป็นอีกแนวทางสำคัญที่ช่วยควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด -19 ได้ วช. จึงเห็นควรส่งมอบเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจนบวก – ลบ ทั้งแบบพกพาและแบบตั้งโต๊ะให้กับกรมกิจการผู้สูงอายุ และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ในสถานดูแลผู้สูงอายุและคนพิการ ได้นำนวัตกรรมไปใช้ป้องกันการติดเชื้อจากอากาศซึ่งช่วยเพิ่มเติมการป้องกันจากมาตรการเดิมที่มีอยู่ให้มากยิ่งขึ้น ช่วยลดอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยในขณะนี้นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า นวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจน บวก-ลบ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาทดสอบประสิทธิภาพขึ้น ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเป็นเทคโนโลยีที่ใช้การปล่อยประจุไอออน 2 ชนิด คือ ออกซิเจนบวก และ ออกซิเจนลบ เพื่อจะไปทำปฏิกิริยากับเซลล์หรืออนุภาคต่าง ๆ ของไวรัสและแบคทีเรียในอากาศ นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังทำให้อากาศบริสุทธิ์ สะอาด ป้องกันเชื้อโรค โดยใช้เทคโนโลยี Bipolar Ionizer Technology (BIT) ระบบ Corona System ปล่อยโคโรน่าเพื่อแยกโมเลกุล ออกซิเจน ออกเป็นออกซิเจนบวกและลบไปรวมกับ ไอน้ำ (H2O) ในอากาศ เกิดกลายเป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) และไฮดรอกไซด์ (OH) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งและทำลายเชื้อโรค ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นนางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ภายใต้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กรมกิจการผู้สูงอายุเราได้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเต็มที่ตามมาตรการ ขณะเดียวกันเชื้อไวรัสในอากาศที่มองไม่เห็นนับเป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ ซึ่งนวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศนี้สามารถนำไปใช้ดูแลและป้องกันกลุ่มเปราะบางให้ปราศจากเชื้อโรค สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมก้าวสู่สังคมสูงวัยและการดูแลผู้พิการได้อย่างมีประสิทธิภาพนางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า จากความร่วมมือขับเคลื่อนงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ นำนวัตกรรมเสริมพลังกลุ่มเปราะบางก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตแบบ New Normal กรมกิจการผู้สูงอายุ และกรมกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้รับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อใช้การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจนบวก-ลบ เป็นผลงานที่มีประโยชน์ยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เปราะบาง และในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ขอขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมดังกล่าว นำมาสู่การใช้ประโยชน์ในครั้งนี้ 

                                    พรรวิธนิษฐา/รายงาน





“เอนก” หนุนใช้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ช่วยผู้ป่วยจัดการตัวเองจากโควิด-19 ได้เพื่อลดภาระของแพทย์ พยาบาล ชี้ไทยผ่านวิกฤติได้เพราะคนไทยมีวินัยและมีคนเก่งกระจายตัวในที่ต่างๆ

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และส่วนภูมิภาค จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ.9) สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ ศ.ดร.ทันตแพทย์หญิงศิริวรรณ สืบนุการณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รักษาการกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมลงนาม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า อว.      ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า ขอชื่นชมทุกหน่วยที่มาร่วมมือกันพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อป้องกันโควิด  – 19 โดยเฉพาะ วช. ที่เป็นหน่วยให้ทุนสนับสนุน ที่สำคัญ วันนี้ (28 ก.ย.64) เป็นวันแรกในรอบ 2 เดือนที่ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ของไทยต่ำกว่า 1 หมื่นคน ที่ผ่านมา ตนไปตรวจเยี่ยมที่ไหนก็จะเน้นย้ำตลอดว่า เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน เพราะเชื่อเสมอว่า รัฐไทยเป็นรัฐที่ล้มเหลวยากมาก เพราะคนไทยมีลักษณะพิเศษ คือ มีความเมตตาสูง พร้อมช่วยเหลือกัน มีการระดมบริจาคกันมากมาย แม้คนที่ลำบากก็ยังจะมีน้ำใจกับผู้อื่น เราถึงสู้ได้ในทุกวิกฤติ ที่สำคัญ คนไทยมีวินัยมากพอ รู้ว่าเวลาใดควรเข้มงวดกับตนเอง ไม่เช่นนั้นมาตรการต่างๆ ที่ออกมาคงไม่ได้รับความร่วมมืออย่างดี และเรายังมีคนเก่งกระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ มากมาย  อย่าง อว. ก็พร้อมเป็นกองหนุนสนับสนุนการทำงานของ สธ. ทั้งการเปิด รพ.สนาม การจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีน นำบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาสนับสนุนการทำงานทุกด้าน โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงงานวิจัยต่างๆ มาใช้ประโยชน์ เช่น การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยให้ผู้ป่วยจัดการตัวเองได้ เพื่อลดภาระของแพทย์และพยาบาล นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังสนใจใช้เทคโนโลยี AI ของ อว. ในการป้องกันอาชญากรรม ซึ่ง อว. ก็พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการนำเทคโนโลยี AI ไปสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่   ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI : Arificial Inteligence) มาใช้ประโยชน์ในการร่วมป้องกันโควิด -19 โดยได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อดำเนินการโครงการเรื่อง  “ปัญญาประดิษฐ์เพื่อประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในช่วงโควิด-19" และในระยะแรกได้รับการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานครและบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ในการสร้างระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อวิเคราะห์การสวมหน้ากากอนามัยและการสัญจรของภาคประชาชนในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีการรายงานผลการวิเคราะห์ไปยังศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และมีการสื่อสารต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต่อว่า วช.เห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อป้องกันโควิด–19 ภาย ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และส่วนภูมิภาค โดยนำระบบปัญญาประดิษฐ์/เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการคัดกรองและสนับสนุนการป้องกันสุขภาพประชาชน ได้แก่ การส่งเสริมการสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง การส่งเสริมการเว้นระยะห่าง การให้ความรู้เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสเพื่อการรับรู้สุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI  สามารถพัฒนาระบบตรวจจับหน้ากากอนามัย การพัฒนาระบบการเว้นระยะห่าง และระบบหลังบ้านที่ใช้ในการบริหารการเฝ้าระวัง โดยจะมีการนำเสนอข้อมูลหรือดาต้าวิชวลไลเซชั่น (Data Visualization) จากข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ ในการประเมินพฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัยของประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมและขอความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบประเมินและติดตามการใส่หน้ากากอนามัย ระบบวัดการเว้นระยะห่างจะช่วยทำให้มีข้อมูลนำเสนอต่อภาครัฐ รวมไปถึงภาคประชาชน ในการให้ความร่วมมือในการป้องกันตัวจากโรคระบาดในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และส่วนภูมิภาคต่าง ๆ   ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง กล่าวว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินการใส่หน้ากากอนามัย (AiMASK) ได้รับการสนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัยจาก วช. ในการดำเนินโครงการ เพื่อประมวลผลการใส่หน้ากากอนามัยของประชาชน ซึ่งระบบเอไอดังกล่าวนี้ มีประโยชน์อย่างมากเนื่องจากสามารถที่จะติดตามและวัดผลว่าประชา ชนในแต่ละพื้นที่ได้ใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ใส่ รวมทั้งมีการใส่แต่ไม่ถูกต้อง ซึ่งระบบสามารถประมวลผลอย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วแบบเรียลไทม์ จึงเป็นข้อมูลสำคัญในการบริหารสถานการณ์ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง หรือในเวลาใด รวมทั้งใช้ในการประเมินภาพรวมว่าได้มีความเข้มงวดหรือระมัดระวังในการป้องกันการแพร่ระบาดมากน้อยแค่ไหน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าการ์ดสูงหรือการ์ดตก รวมทั้งเป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวังและหาบริเวณที่มีความเสี่ยงเพื่อจะลดโอกาสเสี่ยงได้ล่วงหน้า ทำให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในการเตือนประชาชนให้กระชับมาตรการในบางช่วงบางเวลาได้ด้วย ทั้งนี้ยังจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับใช้ในการติดตามสถานการณ์ในช่วงที่มีการผ่อนคลาย

                                    พร รวิธนิษฐา/รายงาน




วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564

ทอ.รับมอบแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ จากบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เพื่อนำไปใช้เป็น สาธารณประโยชน์ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙

วันจันทร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ เป็นประธานรับมอบแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ จำนวน ๔๐๐ แกลลอน จาก คุณประภาวดี ธานีรนานนท์ รองกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เพื่อนำไปใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) ในปัจจุบัน ณ ห้องรับรองพิเศษ ๑ กองบัญชาการกองทัพอากาศกองทัพอากาศ โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพอากาศ มีภารกิจในการเตรียมการป้องกัน และดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน อันเนื่องมาจาก สาธารณภัย และการแก้ไขสถานการณ์อันเนื่องมาจาก โรคโควิด-๑๙ โดยใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ รวมถึงรับการสนับสนุน จากภาครัฐและเอกชน กองทัพอากาศมั่นใจว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางแพทย์ในการรับมือกับเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อลดอัตราเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรค เพื่อสุขอนามัยและสุขภาพที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน





กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนวคิดริเริ่มการพัฒนาชุมชนยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “ ชุมชนยั่งยืนหวนคืนวัฒนธรรม (Sustainable and Cultural Community) ”

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการประกวดนโยบายทางเลือกและแนว...